ใครเรียนหลักสูตร UK ยังไงก็ต้องเจอกับสิ่งที่เรียกว่า IGCSE และ A-level แต่กว่าโรงเรียนจะเล่าให้ฟังว่ามันคืออะไรและสำคัญอย่างไร ก็อาจจะช้าเกินไปที่จะใส่ใจกับมันให้มากกว่านี้ วันนี้เราจะมาเข้าใจเรื่องของ IGCSE และ A-level แบบง่าย ๆ กัน เข้าใจแล้วสามารถเอาไปใช้วางแผนเพื่อผลการเรียน และผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมได้เลย
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจแนวคิดของหลักสูตร UK ก่อน
หลักสูตร UK มีแนวคิดเป็นอย่างไร ก็ต้องดูจากวิธีที่มหาวิทยาลัยดี ๆ ของบ้านเขาใช้ในการคัดเลือกเด็ก ๆ เข้าไปเรียน
- อย่างแรก เขาดูผลการเรียน ผลการเรียนดีมาตั้งแต่ต้น จนจบหรือไม่ (คำว่าต้นจนจบก็คือตั้งแต่ IGCSE จน A-level เพราะฉะนั้นทั้ง IGCSE และ A-level จึงสำคัญมาก ๆ)
- อย่างที่สอง เขาดูความเหมาะสม ว่าทำอะไรมาบ้างที่เป็นตัวบอกว่าจะเหมาะกับการเรียนในสาขาวิชาที่เลือกมา และดูแล้วจะมีอนาคตที่ดีกับการเรียนด้านนี้หรือไม่
ซึ่งเมื่อสรุปออกมา เราจะสามารถสรุปได้เป็น 3 คำสำคัญคือ
- Born to be เราเป็นคนที่มีเกิดมาและเติบโตมาอย่างมีทักษะที่จำเป็นเพื่อที่จะเรียนด้านนี้ ทำงานด้านนี้ ใช้ชีวิตอยู่กับด้านนี้หรือไม่
- Passion เราเป็นคนที่หลงใหล คลั่งไคล้ ในสิ่ง ๆ นี้มากแค่ไหน วัน ๆ เราหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้จริง ๆ หรือไม่
- Life Purpose เรามีเป้าหมายชีวิตอย่างแรงกล้าและชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเรากำลังเดินทางไปสู่เส้นทางนั้นหรือไม่
การพิสูจน์ตัวเองได้ว่า เรามีทั้ง 3 อย่างนี้ จะทำให้เรามีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ที่ UK ได้มากขึ้น ซึ่งดูมาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าเขาเชื่อในความเฉพาะทาง ในความเป็น Specialist ของแต่ละปัจเจกบุคคล เพราะฉะนั้น หัวใจสำคัญของหลักสูตรนี้คือ การเลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
ว่าแต่ เด็กคนหนึ่งที่โตขึ้นมา และผ่านประสบการณ์อะไรต่าง ๆ มามากมาย เขาจะรู้ได้อย่างไร ว่าอะไรเหมาะกับตัวเองมากที่สุด และนั่นคือเหตุผลของการมี IGCSE ครับ
เป้าหมายของ IGCSE คือมีไว้เพื่อค้นหาตัวเอง
หลักสูตร UK ในโรงเรียนระดับท็อป ๆ ที่ UK นั้น จะใส่กระบวนการค้นหาตัวตนของเด็กด้วยวิธีต่าง ๆ ตั้งแต่ Year 9 หรือเมื่อเด็กอายุ 13 ปี ที่เห็นได้บ่อยที่สุดจะเป็นการทำแบบทดสอบ ที่เราเรียกกันว่า Career Test (แบบเดียวกับที่เด็ก ๆ Krutoo ได้ทำ ซึ่งเป็น Career Test ของ APSthai) เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะรู้แนวทางอาชีพเบื้องต้น รู้จักสิ่งที่ชอบ รู้จักนิสัยของตัวเอง และรู้จักความถนัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้แม้จะให้ภาพใหญ่เกี่ยวกับชีวิตตัวเอง แต่ก็ยังไม่ละเอียดพอที่จะเอามาตกผลึกได้ว่า อนาคตควรจะไปทางไหนกันแน่
ด้วยเหตุนี้ ผล Career Test ที่ได้จะถูกเอามาใช้เลือกวิชาเรียนให้ครอบคลุม และนั่นคือการเรียน IGCSE จากวัยเด็กจนถึงช่วงก่อน Year 9 เด็ก ๆ จะยังไม่มีโอกาสได้เลือกอะไรมากนัก โรงเรียนมีอะไรให้เรียน ก็เรียนไปตามนั้น แต่พอขึ้น Year 9 เด็ก ๆ จะเริ่มมีโอกาสได้เลือกอะไรต่าง ๆ ได้จากการเรียน IGCSE นี่แหละ
ปกติแล้วเป้าหมายของ IGCSE จึงคือการเลือกวิชาให้ครอบคลุม ทดลองเรียนวิชาให้รอบ ๆ เพื่อตัดสินใจก่อนจะเรียนในระดับที่สูงขึ้นไป (ซึ่งก็คือ A-level) ว่าจะเรียนอะไรต่อไป หลัก ๆ แล้วที่เราจะแนะนำแนวทางในการเลือก IGCSE ไว้ด้วยหลักการ 2 ข้อ
- ข้อแรก - เลือกให้ครอบคลุมอาชีพที่ได้จากการทำ Career Test
- ข้อสอง - เลือกให้ครอบคลุมกลุ่มวิชาที่มหาวิทยาลัยระดับท็อปเขามองหา นั่นคือการเลือกให้สมดุล ซึ่งประกอบไปด้วย
- Math ทุกคนต้องเรียนอยู่แล้ว แต่ถ้าจะต้องใช้ Math ลึกขึ้นในวันข้างหน้า ก็เลือก Further Pure Math หรือ Additional Math ไปด้วย
- English ทุกคนต้องเรียนอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ลึกก็เรียนทั้ง English Language และ English Literature
- Science ทุกคนต้องเรียนอยู่แล้ว แต่เพื่อให้ครบถ้วน ก็ควรเรียนแยกให้ครบทั้ง 3 วิชา ได้แก่ Physics, Chemistry, Biology
- Social Science หรือ Humanities ได้แก่ History, Geography, Economics, Business, Psychology, Religious Studies เป็นวิชาที่ทำให้เข้าใจโลกและผู้คนมากขึ้น เด็กทุกคนควรเลือกอย่างน้อย 1 ตัวจากกลุ่มนี้
- Creativity ได้แก่ Art, Drama, Music ซึ่งแสดงถึงความสมดุลของสมองทั้งสองซีก เด็กทุกคนควรเลือกอย่างน้อย 1 วิชาจากกลุ่มนี้
- Technology ได้แก่ Design Technology, Computer Science, ICT เป็นวิชาที่จำเป็นกับยุคนี้ เด็กทุกคนควรเลือกอย่างน้อย 1 วิชาจากกลุ่มนี้เช่นกัน
- Language นอกจาก English กับ Thai เป็นตัวบังคับของหลาย ๆ คนแล้ว ก็ควรเลือกเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นภาษาสมัยใหม่อย่าง Mandarin, Spanish, French, German หรือภาษาดั้งเดิมอย่าง Latin ก็ควรมีอย่างน้อย 1 ตัวติดไว้
จากนั้น เด็ก ๆ มีหน้าที่ตั้งใจเรียนทุกตัวให้ดีที่สุด จนรู้ไปเลยว่าตัวไหนคือวิชาที่ใช่สำหรับตัวเองจริง ๆ ซึ่งเมื่อประกอบกับกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำระหว่างช่วง Year 9, 10, 11 นี้ ก็จะรู้ไปเลยว่าสิ่งที่ควรจะต้องทำต่อในอนาคตคืออะไร
IGCSE นั้น โดยปกติถ้าเป็นโรงเรียนท็อป ๆ ใน UK จะเริ่มเรียนวิชาหลัก ๆ ตั้งแต่ Year 9 สอนให้จบทั้งหมดตอน Year 10 เพื่อที่ Year 11 จะได้มีเวลาทบทวน ทำ Past Papers และไปสอบตอน Year 11 เทอม 3 ส่วนในเมืองไทยนั้น โรงเรียนนานาชาติระบบ UK มักจะให้เริ่ม IGCSE ตอน Year 10 ซึ่งเด็ก ๆ อาจจะเกิดปัญหาเรียนจบไม่ทัน ไม่มีเวลาทบทวนและการทำ Past Papers ทำให้ไม่ได้เกรดดีเท่าที่ควร อันนี้ก็ต้องวางแผนกันดี ๆ
เด็กบางคนจึงเลือกที่จะทำ Full-time Programme กับที่ Krutoo Home Education ในระดับ IGCSE ซึ่งเลือกวิชาเรียนได้หลากหลาย และสามารถทยอยสอบวิชาที่เรียนจบและพร้อมแล้วในรอบต่าง ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องสอบ Year 11 เทอม 3 เพียงอย่างเดียว ทำให้เก็บเกรด A* หรือเกรด 9 ได้มากขึ้น ทำให้ได้ Profile ที่ดี ที่จะไปใช้ต่อในอนาคตได้
A-level : พัฒนาตัวเองสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อขึ้น Year 12 หลักสูตร A-level นั้นจะเหลือวิชาให้เด็ก ๆ เรียนเพียงแค่ 3-4 วิชา ซึ่งตัวเองเลือกมาแล้วว่าเป็นวิชาที่ใช่ที่สุด ที่จะเป็นพื้นฐานของการเอาไปใช้ต่อในระดับมหาวิทยาลัยและระดับวิชาชีพต่อไป
และเมื่อเหลือเพียง 3-4 วิชา จะไม่มีคำว่าวิชาบังคับอีกต่อไป จะมีแต่วิชาที่จำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อการเรียนต่อ ซึ่งการเลือก A-level ได้อย่างถูกต้องนั้น มาจาก
- การที่ได้เรียน IGCSE อย่างครอบคลุม และทำทุกตัวเต็มที่ จนรู้แล้วว่าตัวไหนใช่มากที่สุด
- การได้ทำกิจกรรมอย่างเข้มข้น เพื่อค้นหาตัวเอง จนรู้แล้วว่าอยากจะทำอะไรต่อไป
เพราะฉะนั้นการเลือกวิชา A-level จะเป็นการเลือกโดยมีสาขาวิชาที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรืออาชีพในอนาคตเป็นตัวกำหนด ยกตัวอย่างเช่น
- จะต่อด้าน Engineering ก็ต้องมี Math, Further Math, Physics ยืนพื้น อีกตัวก็แล้วแต่ว่าเฉพาะทางจะไปทางไหน
- จะไปด้าน Medicine (หมอ) ก็ต้องมี Chemistry, Biology ยืนพื้น อีก 2 ตัวก็ขึ้นกับว่าชอบตัวไหน และมหาวิทยาลัยที่อยากไปเรียน เขาต้องการอะไร
- จะไปทาง Fashion Design หลัก ๆ ก็ต้องมี Fine Art แน่นอน ที่เหลือหลาย ๆ คนก็เลือก Business กับ Psychology เพื่อให้ครอบคลุมการเป็นเจ้าของ Brand ในอนาคต (แต่บางคนก็เลือก Fine Art, Textile, Graphic คือมุ่งด้าน Art ไปเลยเพื่อเป็น Specialist)
- หรือใครจะไปทาง Economics ก็ต้องเรียน Math, Further Math, Economics เป็นตัวหลัก อีกตัวบางคนก็เลือก Psychology บางคนก็เลือก History แล้วแต่เหมาะสม
แม้จะเรียนแค่ 3-4 วิชา แต่การเรียนนั้นหนักมาก เพราะอย่าง IGCSE นั้นสัดส่วนของการ Teaching ของครูต่อ Self-study ของเด็กจะอยู่ที่ประมาณ 80 ต่อ 20 แต่พอขึ้น A-level แล้ว เด็กจะมีหน้าที่ในการ Self-study เป็นสัดส่วนอย่างน้อย 50% หรือมากกว่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกวิชาที่ไม่ใช่ เลือกสิ่งที่ไม่ได้รัก ย่อมไม่มีวันที่จะทำได้สำเร็จอย่างแน่นอน
ปัจจุบันนี้ A-level ใน UK กับนอก UK มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย ถ้าเป็นใน UK เด็ก ๆ จะสอบ A-level ทุกวิชา ทุกเนื้อหาพร้อมกันครั้งเดียวตอน Term 3 ของ Year 13 แต่ถ้าเป็นนอก UK หลาย ๆ โรงเรียนจะให้เด็ก ๆ ได้สอบ A-level แบ่งเป็นอย่างน้อย 2 รอบ
- ตอนจบ Year 12 สอบเนื้อหาครึ่งแรกของ A-level ที่เรียกว่า AS-level
- ตอนจบ Year 13 สอบเนื้อหาครึ่งหลังของ A-level ที่เรียกว่า A2-level
แล้วเอาคะแนนกับเกรดสองส่วนนี้มารวมกันเป็นเกรด A-level
ซึ่งอย่างเด็ก ๆ ที่มาทำ A-level แบบ Full-time Programme กับ Krutoo Home Education นั้น จะมีความยืดหยุ่นที่สูงขึ้น คือนอกจากจะสอบ AS-level ในปีแรก และ A2-level ในปีหลังแล้ว บางคนยังสามารถแบ่งสอบในรอบอื่น ๆ ระหว่างปีได้ เพื่อทยอยเก็บคะแนนและเกรดทีละ Module ๆ เพื่อให้สุดท้ายได้ผลรวมที่ดีที่สุด
หรืออย่างบางคนสามารถจบ A-level ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี ประหยัดทั้งเงินและเวลาไปครึ่งหนึ่ง ด้วยการแบ่งสอบ 2-3 รอบในปีนั้น ๆ การทำเช่นนี้เริ่มเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะสามารถออกแบบชีวิตได้หลากหลายมิติ ไม่ต้องขึ้นกับ Timeline ปกติที่ใช้กันในโรงเรียนทั่ว ๆ ไปอีกต่อไป
และทั้งหมดนั้นคือความเข้าใจง่าย ๆ สำหรับพื้นฐานเกี่ยวกับ IGCSE และ A-level ครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามพี่ ๆ ทีมงานของ Krutoo ได้ที่ 02-026-3221 และ Line @krutoo หรือจะนัดหมายเข้ามาคุยกับ Consult ของเราก็ได้ครับ
หรือถ้าดูแล้ว การทำ Full-time Programme ที่ Krutoo Home Education ไม่ว่าจะเป็น IGCSE หรือ A-level นั้นมีความยืดหยุ่นกว่า ปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้ชีวิตและเป้าหมายในการเรียนมากกว่า ก็สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อพูดคุยกับเพิ่มเติมได้เช่นกันครับ
Krutoo Home Education : Tailored learning paths, shared dreams