Key Takeaways
Ivy League คือกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน 8 แห่งในสหรัฐอเมริกา ส่วน Russell Group คือเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย 24 แห่งในสหราชอาณาจักร แม้ทั้งสองกลุ่มจะมีชื่อเสียงระดับโลก แต่แตกต่างกันทั้งที่มา ระบบการศึกษา รูปแบบการเลือกสาขา และเกณฑ์พิจารณาผู้สมัคร นักเรียนที่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษหรืออเมริกาจึงควรเลือกจากหลักสูตร ความถนัด และเป้าหมายของตนเอง มากกว่าพิจารณาจากชื่อกลุ่มเพียงอย่างเดียว พร้อมวางแผนวิชา IGCSE, A-Level หรือคุณสมบัติอื่นให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยเป้าหมายตั้งแต่เนิ่น ๆ
เมื่อพูดถึงการสมัครมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ หลายครอบครัวมักเริ่มต้นจากรายชื่อที่คุ้นหู เช่น Harvard, Yale, Oxford หรือ Cambridge ก่อนจะพบว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบเดียวกันทั้งหมด บางแห่งอยู่ในกลุ่ม Ivy League ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่บางแห่งเป็นสมาชิกของ Russell Group ในสหราชอาณาจักร ซึ่งทั้งสองชื่อมักถูกใช้แทนภาพของมหาวิทยาลัยระดับโลกจนทำให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าเป็นกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือเป็นเสมือนอันดับสูงสุดของแต่ละประเทศ
ในความเป็นจริง Ivy League และ Russell Group มีจุดเริ่มต้น บทบาท และแนวทางการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจว่าควรมุ่งไปยังมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งใด นักเรียนควรเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า Ivy League คืออะไร และ Russell Group University คืออะไร จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่าระบบการเรียนแบบใดสอดคล้องกับวิธีคิด ความถนัด และเป้าหมายในอนาคตของตนเอง
Ivy League คืออะไร ทำไมจึงได้รับการยอมรับทั่วโลก ?
Ivy League คือ กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน 8 แห่งซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา เดิมชื่อของ Ivy League มีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย ก่อนจะมีการจัดตั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยภายใต้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20
อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยสมาชิกทั้งหมดล้วนมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีมาตรฐานทางวิชาการสูง และสร้างผลงานด้านการเรียนการสอนและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ชื่อ Ivy League จึงค่อย ๆ กลายเป็นภาพแทนของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีการแข่งขันในการรับสมัครสูง แม้จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มจะไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดอันดับด้านการศึกษาก็ตาม
อีกหนึ่งเหตุผลที่มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ได้รับความสนใจคือ สภาพแวดล้อมทางวิชาการที่เข้มข้น ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงอาจารย์ นักวิจัย แหล่งความรู้ และเครือข่ายศิษย์เก่าในหลากหลายวงการ ทั้งธุรกิจ การเมือง กฎหมาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์
Ivy League มีอะไรบ้าง ?
มหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งใน Ivy League ประกอบด้วย
- Brown University มหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้นักเรียนออกแบบเส้นทางการเรียนได้อย่างยืดหยุ่นผ่านหลักสูตรแบบ Open Curriculum
- Columbia University ตั้งอยู่ในนครนิวยอร์ก มีความโดดเด่นหลายสาขาและมีหลักสูตรแกนกลางที่เรียกว่า Core Curriculum
- Cornell University มีหลักสูตรครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ธุรกิจ สถาปัตยกรรม เกษตรศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ
- Dartmouth College มีบรรยากาศการเรียนรู้ที่ใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับปริญญาตรี
- Harvard University หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ครอบคลุมการศึกษาและงานวิจัยหลากหลายสาขา
- University of Pennsylvania มีชื่อเสียงด้านธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ และการเรียนรู้ข้ามศาสตร์
- Princeton University ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับปริญญาตรีและมีความแข็งแกร่งด้านวิชาการกับงานวิจัย
- Yale University โดดเด่นทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะ กฎหมาย และสาขาวิชาการอื่น ๆ
Russell Group University คืออะไร ?
Russell Group University คือ เครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำ 24 แห่งในสหราชอาณาจักร มหาวิทยาลัยในกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญด้านการวิจัย การสร้างองค์ความรู้ การบริการสาธารณะ และความร่วมมือกับภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรม
ทั้งนี้ Russell Group ไม่ใช่ระบบจัดอันดับมหาวิทยาลัย และไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยที่อยู่นอกกลุ่มจะมีคุณภาพต่ำกว่า เพราะสหราชอาณาจักรยังมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเฉพาะทางอีกหลายแห่ง นักเรียนที่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษควรใช้การเป็นสมาชิก Russell Group เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ โดยพิจารณาคุณภาพหลักสูตร เนื้อหาที่เรียน รูปแบบการสอน โอกาสฝึกงาน และความเหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองร่วมด้วย
Russell Group University มีอะไรบ้าง ?
Russell Group มีมหาวิทยาลัยสมาชิก 24 แห่ง ได้แก่
- University of Birmingham มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้านการวิจัยและหลักสูตรหลากหลาย ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และธุรกิจ
- University of Bristol มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ พร้อมมาตรฐานการเรียนการสอนระดับสูง
- University of Cambridge หนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของโลก โดดเด่นด้านงานวิจัยและความเป็นเลิศทางวิชาการ
- Cardiff University มหาวิทยาลัยชั้นนำของเวลส์ มีความแข็งแกร่งด้านวารสารศาสตร์ แพทยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
- Durham University มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีระบบ College System และชื่อเสียงด้านมนุษยศาสตร์และกฎหมาย
- University of Edinburgh มหาวิทยาลัยชั้นนำของสกอตแลนด์ โดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และศิลปศาสตร์
- University of Exeter มีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมศาสตร์ พร้อมบรรยากาศการเรียนที่เป็นมิตร
- University of Glasgow มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของสกอตแลนด์ โดดเด่นด้านแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์
- Imperial College London สถาบันเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ และธุรกิจระดับโลก
- King’s College London มหาวิทยาลัยใจกลางลอนดอน โดดเด่นด้านกฎหมาย แพทยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
- University of Leeds มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงด้านธุรกิจ สื่อสารมวลชน และวิศวกรรม
- University of Liverpool โดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ สัตวแพทยศาสตร์ และสถาปัตยกรรม
- London School of Economics and Political Science สถาบันชั้นนำระดับโลกด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง และสังคมศาสตร์
- University of Manchester มหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่ มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และธุรกิจ
- Newcastle University โดดเด่นด้านแพทยศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมศาสตร์
- University of Nottingham มีชื่อเสียงด้านธุรกิจ กฎหมาย และวิทยาศาสตร์ พร้อมเครือข่ายนานาชาติ
- University of Oxford มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดดเด่นด้านวิชาการและงานวิจัยทุกสาขา
- Queen Mary University of London มหาวิทยาลัยวิจัยในลอนดอน มีความแข็งแกร่งด้านกฎหมายและแพทยศาสตร์
- Queen’s University Belfast มหาวิทยาลัยชั้นนำของไอร์แลนด์เหนือ โดดเด่นด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
- University of Sheffield มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมศาสตร์ วัสดุศาสตร์ และสังคมศาสตร์
- University of Southampton โดดเด่นด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทางทะเล และคอมพิวเตอร์
- University College London มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ครอบคลุมหลากหลายสาขาและเน้นนวัตกรรม
- University of Warwick มีชื่อเสียงด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และคณิตศาสตร์
- University of York มหาวิทยาลัยวิจัยที่โดดเด่นด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

Ivy League กับ Russell Group ต่างกันอย่างไร ?
แม้ทั้ง 2 กลุ่มจะประกอบด้วยมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ Ivy League และ Russell Group มีความแตกต่างที่นักเรียนควรรู้ก่อนวางแผนสมัคร
ประเทศและระบบการศึกษา
Ivy League อยู่ในสหรัฐอเมริกา ส่วน Russell Group อยู่ในสหราชอาณาจักร ความแตกต่างของประเทศส่งผลต่อทั้งระยะเวลาเรียน โครงสร้างหลักสูตร ค่าใช้จ่าย และวิธีสมัคร
หลักสูตรปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกาโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 4 ปี และมักเปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนวิชาหลากหลายก่อนเลือกหรือยืนยันสาขาหลัก
ส่วนหลักสูตรปริญญาตรีในอังกฤษโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3 ปี และมุ่งเข้าสู่เนื้อหาของสาขาที่สมัครตั้งแต่ช่วงต้นของหลักสูตร อย่างไรก็ตาม หลักสูตรในสกอตแลนด์ส่วนใหญ่มักใช้เวลาประมาณ 4 ปี นักเรียนจึงควรตรวจสอบโครงสร้างการเรียนที่สนใจของแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรง
ที่มาของการรวมกลุ่ม
Ivy League คือชื่อที่เริ่มต้นจากความร่วมมือด้านการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะเชื่อมโยงกับชื่อเสียงทางวิชาการในเวลาต่อมา
ส่วน Russell Group เป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่รวมตัวกันจากบทบาทและความสนใจร่วมกันด้านการวิจัย การสร้างองค์ความรู้ และการพัฒนาสังคมหรือเศรษฐกิจ
รูปแบบการเลือกสาขา
มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งเปิดพื้นที่ให้นักเรียนสำรวจรายวิชาหลายด้านก่อนกำหนด Major หรือสาขาหลัก จึงเหมาะกับนักเรียนที่มีความสนใจหลายเรื่องและยังต้องการค้นหาทิศทางเพิ่มเติม
ส่วนการเรียนในสหราชอาณาจักรมักต้องเลือกคอร์สหรือสาขาที่ต้องการตั้งแต่สมัคร นักเรียนที่วางแผนเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษจึงควรเริ่มสำรวจความสนใจล่วงหน้า เพราะการเลือกวิชา IGCSE (International General Certificate of Secondary Education), A-Level หรือ IB (International Baccalaureate) อาจส่งผลต่อคุณสมบัติในการสมัครบางสาขาโดยตรง
ปัจจัยที่ใช้พิจารณาผู้สมัคร
การสมัครมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามักพิจารณาภาพรวมของผู้สมัคร ทั้งผลการเรียน ความยากของรายวิชา กิจกรรม บทความสมัครเรียน จดหมายแนะนำ และบริบทส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม รายละเอียดจะแตกต่างกันตามนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัย
ส่วนมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรมักให้ความสำคัญกับความพร้อมทางวิชาการและความเหมาะสมกับหลักสูตรที่เลือก นักเรียนต้องตรวจสอบว่ามีรายวิชาตรงตามข้อกำหนดหรือไม่ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความสนใจและความพร้อมสำหรับการเรียนในสาขานั้นอย่างจริงจัง ทั้งนี้ แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตรโดยตรง เพราะเกณฑ์ด้านวุฒิ ผลการเรียน และภาษาอังกฤษอาจไม่เหมือนกัน
เริ่มวางแผนการเรียน IGCSE และ A-Level ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกมหาวิทยาลัย คือการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการให้สอดคล้องกับประเทศ หลักสูตร และสาขาที่ต้องการสมัคร เช่น นักเรียนที่สนใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษควรเลือกวิชา IGCSE และ A-Level อย่างรอบคอบ เนื่องจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งกำหนดทั้งรายวิชาและผลการเรียนที่ใช้พิจารณาแตกต่างกันไปตามแต่ละคณะ
‘ครูตู่’ พร้อมช่วยวางแผนเส้นทางการเรียนแบบรายบุคคล ตั้งแต่การเตรียมสอบ IGCSE ไปจนถึงคอร์สติว A-Level ตัวต่อตัว โดยปรับเนื้อหา ตารางเรียน และจังหวะการเรียนให้เหมาะกับพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน เพื่อช่วยเสริมความเข้าใจในรายวิชาสำคัญและเตรียมความพร้อมสำหรับมหาวิทยาลัยเป้าหมายอย่างมีทิศทาง
ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถเข้ามาพูดคุยกับทีมที่ปรึกษาของครูตู่ได้เลยวันนี้ที่ โทร. 02-026-3221 หรือ Email: info@krutoo.co.th เพื่อประเมินพื้นฐาน เปรียบเทียบทางเลือก และออกแบบแผนการเรียนที่สอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง
- About the Ivy League. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จาก https://ivyleague.com/sports/2017/8/13/HISTORY_0813173057.aspx
- Our universities. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จาก https://www.russellgroup.ac.uk/our-universities
- Entry requirements for UK courses. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จาก https://www.ucas.com/international/international-students/applying-university-international-student/entry-requirements-uk-courses
- US University Admission Requirements for International Students. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จาก https://assist.applyboard.com/hc/en-us/articles/40721160891021-US-University-Admission-Requirements-for-International-Students
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษและอเมริกา (FAQs)
Q : นักเรียนไทยสามารถใช้วุฒิ A-Level สมัครมหาวิทยาลัยในอเมริกาได้หรือไม่ ?
A : สามารถใช้สมัครได้ โดยมหาวิทยาลัยในอเมริกาหลายแห่งยอมรับวุฒิ A-Level ในฐานะคุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อย่างไรก็ตาม เกณฑ์พิจารณาไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเรียน A-Level เพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึงผลการเรียนตลอดช่วงมัธยม บทความสมัครเรียน กิจกรรมนอกห้องเรียน จดหมายแนะนำ และผลสอบอื่นตามนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัย นักเรียนควรตรวจสอบข้อกำหนดจากเว็บไซต์ของสถาบันเป้าหมายโดยตรง
Q : สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษและอเมริกาพร้อมกันได้หรือไม่ ?
A : สามารถสมัครพร้อมกันได้ แต่ควรวางแผนล่วงหน้า เนื่องจากทั้งสองประเทศใช้ระบบสมัครและเอกสารต่างกัน การสมัครมหาวิทยาลัยในอังกฤษระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่ดำเนินการผ่าน UCAS ขณะที่มหาวิทยาลัยในอเมริกาอาจสมัครผ่าน Common App หรือระบบของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง นักเรียนจึงต้องบริหารทั้งกำหนดส่งเอกสาร บทความสมัครเรียน และจดหมายแนะนำให้รอบคอบ
Q : การเรียนต่อมหาลัยในอังกฤษหรืออเมริกา จำเป็นต้องสอบ IELTS ทุกคนหรือไม่ ?
A : ไม่จำเป็นต้องสอบ IELTS ทุกคน เพราะมหาวิทยาลัยอาจยอมรับผลสอบภาษาอังกฤษประเภทอื่น เช่น TOEFL หรือการสอบที่สถาบันกำหนด ผู้สมัครบางรายอาจได้รับการยกเว้นตามหลักสูตรหรือภาษาที่ใช้เรียนในโรงเรียนเดิม แต่เกณฑ์จะแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย สาขาวิชา และประเทศที่ผู้สมัครศึกษาอยู่ จึงไม่ควรสรุปจากเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยแห่งเดียว
Q : ควรเตรียมงบประมาณเรียนต่ออังกฤษและอเมริกาด้านใดบ้าง ?
A : นอกจากค่าเล่าเรียนแล้ว ควรวางแผนค่าใช้จ่ายสำหรับที่พัก อาหาร ประกันสุขภาพ การเดินทาง หนังสือและอุปกรณ์การเรียน ค่าสมัครมหาวิทยาลัย ค่าสอบภาษา รวมถึงค่าธรรมเนียมวีซ่า เมืองและรูปแบบที่พักส่งผลต่องบประมาณอย่างมาก ผู้ปกครองจึงควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตร แทนการพิจารณาเฉพาะค่าเล่าเรียนต่อปี
Q : หากผลการเรียนยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถสมัคร Foundation Programme ก่อนได้หรือไม่ ?
A : Foundation Programme อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ยังไม่ตรงตามคุณสมบัติการเข้าเรียนระดับปริญญาตรีโดยตรง หรือต้องการปรับพื้นฐานทางวิชาการและภาษาอังกฤษก่อนเริ่มมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยหรือทุกสาขาจะรับวุฒิ Foundation ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะหลักสูตรที่มีการแข่งขันสูง จึงควรตรวจสอบว่าหลักสูตรเตรียมความพร้อมดังกล่าวเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยและคณะที่ต้องการสมัครจริงหรือไม่